บทที่ 4

แบบจำลองเครือข่าย

การสื่อสารข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน หรือกับอุปกรณ์สื่อสารในเครือข่ายนั้นต้องมีมาตรฐานมากำหนดรูปแบบให้เป็นสากล ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆที่มีความแตกต่างกัน จากผู้ผลิตแต่ละราย ที่มีความถนัดสำหรับการผลิตอุปกรณ์คนละแบบ ให้สามารถเชื่อมต่อสื่อสารข้อมูลกันได้ ทำให้อุปกรณ์เครือข่ายเหล่านั้นสามารถทำงานสื่อสารข้อมูลร่วมกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ผ่านทางระบบโทรคมนาคมต่างๆครอบคลุมไปทั่วโลก แต่หากอุปกรณ์เครือข่ายเหล่านั้นไม่มีมาตรฐานสากลแบบเดียวกัน จะทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เครือข่ายจากผู้ผลิตคนละรายไม่สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ ก่อให้เกิดปัญหาการผูกขาดและระบบเครือข่ายไม่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อให้อุปกรณ์เครือข่ายจากผู้ผลิตหลายๆรายสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ จึงต้องมีหน่วยงาน International Standards Organization หรือ ISO ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสากลขึ้นคือ กำหนดโครงสร้างและรูปแบบการสื่อสารข้อมูลและกำหนดให้เป็นระบบเปิด ซึ่งมีความชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจในการแบ่งลำดับชั้นการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถนำหลักการสื่อสารแบบสากลนี้ไปผลิตอุปกรณ์ตามความถนัดของตนเองและสามารถนำมาสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ ทำให้ระบบเครือข่ายและการสื่อสารมีการขยายการใช้งานอย่างรวดเร็วและกว้างขวางไปทั่วโลกดังเห็นได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้หลักการสื่อสารข้อมูล จะสร้างเป็นแบบจำลองเครือข่ายที่แบ่งการทำหน้าแต่ละหน้าที่ หรือแต่ละฟังก์ชั่นของอุปกรณ์เครือข่ายออกเป็น ชั้นการสื่อสารต่างๆเพื่อใช้สำหรับการทำความเข้าใจและเรียนรู้ดังต่อไปนี้

4.1 แบบจำลองโอเอสไอ

แบบจำลองโอเอสไอ (Open System Interconnection ) หรือ OSI คือรูปแบบการติดต่อสื่อสารของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ได้มีการออกแบบแบ่งกรอบการทำงานออกเป็นชั้นๆ เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างตัวส่งและตัวรับเป็นมาตรฐานสากล สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆแม้ว่าจะมีโครงสร้างฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน ก็สามารถใช้กระบวนการสื่อสารของแต่ละชั้นสื่อสารที่เหมือนกันให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ โดยแบ่งกระบวนการทำงานของอุปกรณ์เครือข่ายออกเป็นชั้นๆ หรือเรียกว่า เลเยอร์ (Layaer) แต่ละชั้นเรียกเป็นชั้นสื่อสาร มีจำนวน 7 ชั้นสื่อสาร แต่ละชั้นสื่อสารจะมีชื่อและหน้าที่แตกต่างกันไป โดยมีลำดับและชื่อชั้นสื่อสารดังนี้

1) ชั้นสื่อสารฟิสิคัล (Phisical Layer)

2) ชั้นสื่อสารดาต้าลิงก์ (Data Link Layer)

3) ชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก (Network Layer)

3) ชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก (Network Layer)

5) ชั้นสื่อสารเซสชั่น (Session Layer)

6) ชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่น (Presentation Layer)

6) ชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่น (Presentation Layer)

ลำดับการสื่อสารจากผู้ส่งข้อมูลจะเริ่มจากลำดับชั้นที่ 7 เป็นชั้นสื่อสารที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้งานมากที่สุดคือชั้นการสื่อสารแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นซอฟแวร์ประยุกต์ต่างๆ เช่นซอฟแวร์สำหรับส่งอีเมล์ ซอฟแวร์ด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่นเฟสบุ๊ค (Face book) หรือ ไลน์ (LINE) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมเป็นต้น โดยข้อมูลที่จะถูกส่งไปยังปลายทาง จะถูกแบ่งแยกย่อยออกเป็นเฟรมข้อมูล (Frame) แล้วถูกส่งลงมายังชั้นสื่อสารถัดลงมา นำข้อมูลมาเข้ากระบวนการของแต่ละชั้นสื่อสารแล้วส่งต่อลงไปยังชั้นสื่อสารถัดลงมาเรื่อยๆตามลำดับชั้น จนถึงชั้นที่ 1 คือชั้นการสื่อสาร ฟิสิคอล ที่ชั้นสื่อสารนี้ข้อมูลดิจิตอลจะถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าหรือสัญญาณวิทยุเพื่อส่งผ่านตัวกลางได้แก่สายนำสัญญาณ หรืออากาศ ไปยังอุปกรณ์เครือข่ายตัวรับต่อไป โดยแนวคิดสำหรับการแบ่งการสื่อสารออกเป็นชั้นๆ มีประโยชน์ต่อการสื่อสารข้อมูลดังนี้

1) ลดความซับซ้อนในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจได้ง่าย

2) การสื่อสารแต่ละชั้นมีหน้าทีและบทบาทที่ชัดเจน

3) เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการสื่อสารของอุปกรณ์ที่มาจากต่างรายผู้ผลิต

4) สามารถตรวจเช็คความผิดพลาดจากการสื่อสารของแต่ละชั้นได้ง่ายขึ้นก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังชั้นสื่อสารถัดไป

4.2 กระบวนการชั้นสื่อสาร

กระบวนการสื่อสารข้อมูล คือกระบวนการส่งผ่านข้อมูลจากผู้ส่งต้นทาง ไปยังผู้รับปลายทางโดยผ่านลำดับชั้นของการสื่อสารที่ออกแบบไว้ ซึ่งชั้นสารลำดับสูงกว่าของตัวส่งจะนำข้อมูลส่งต่อให้ชั้นการสื่อสารล่างลำดับถัดไป จะส่งข้ามลำดับชั้นสื่อสารไม่ได้ จนกระทั่งข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อส่งผ่านตัวกลางนำสัญญาณมาถึงฝั่งตัวรับ ฝั่งตัวรับจะชั้นสื่อสารฟิสิคอลซึ่งเป็นชั้นสื่อสารที่ 1 ทำหน้าแปลงสัญญาณให้เป็นข้อมูล แล้วจะนำส่งข้อมูลให้กับลำดับชั้นสื่อสารถัดขึ้นไปเพื่อดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละชั้นสื่อสารต่อไป การงานของอุปกรณ์เครือข่ายไม่ทุกชนิดที่ต้องทำงานครบทั้ง 7 ชั้นสื่อสาร โดยบางชนิดมีลำดับการงานเพียง 2 หรือ 3 ชั้นสื่อสาร เนื่องจากบางอุปกรณ์ทำหน้าที่แค่รับส่งสัญญาณไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานโดยตรง แต่หากเป็นการใช้งานของคอมพิวเตอร์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้โดยตรง จะมีลำดับขั้นการสื่อสารถึง 7 ชั้นสื่อสาร โดยสมมติหากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะการส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่ง จะมีกระบวนการที่ตัวส่งต้องนำข้อมูลลำดับชั้นสื่อสารลำดับบนสุดคือชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่น ส่งให้กับชั้นสื่อสารลำดับล่างถัดไปจนถึงชั้นสื่อสารฟิสิคัล ก็จะแปลงข้อมูลให้เป็นสัญญาณ ส่งผ่านตัวกลางไปยังตัวรับ ซึ่งมีชั้นสื่อสารฟิสิคัลทำหน้าที่แปลงสัญญาณให้เป็นข้อมูลส่งต่อขึ้นไปยังชั้นดาต้าลิ้ง และส่งต่อให้ชั้นสื่อสารลำดับบนถัดไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชั่น ดังลักษณะกระบวนการสื่อสารระหว่างลำดับชั้นสื่อสารในรูปที่ ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบจุดต่อจุด

กระบวนการสื่อสารจะเริ่มจากชั้นแอปพลิเคชั่น หรือชั้นสื่อสารที่ 7 ข้อมูลจะถูกหั่นหรือแบ่งเป็นส่วนๆเล็กๆ จากนั้นจะเคลื่อนย้ายข้อมูลลงมายังชั้นสื่อสารที่ 6 ก่อนการเคลื่อนย้ายจะมีการเพิ่มในส่วนที่เรียกว่าเฮดเดอร์ (Header) เข้าไปในส่วนหน้าของข้อมูล ซึ่งเป็นหมายเลขพอร์ต (Port) ต้นทางและหมายเลขพอร์ตปลายทาง เมื่อลงไปยังชั้นถัดลงไปก็จะมีการเพิ่มเฮดเดอร์ของแต่ละชั้น เช่นเมื่อลงไปถึงชั้นสื่อสารที่ 3 ก็จะเพิ่มเฮดเดอร์ ซึ่งเป็นหมายเลขไอพีของโฮสเครื่องต้นทางและโฮสเครื่องปลายทางเข้าไป จากนั้นก็ส่งข้อมูลลงไปชั้นสื่อสารที่ 2 คือชั้นดาต้าลิ้ง จะมีทั้งการเพิ่มทั้งส่วนเฮดเดอร์ และส่วนหาง หรือเรียกว่า เทรลเลอร์ (Trailer) เข้าไปด้วย กระบวนการเพิ่มเฮดเดอร์และเทรลเลอร์ของแต่ละชั้นเข้าไปนั้นถูกเรียกว่ากระบวนการ เอนแคปซูเลชั่น (Encapsulation) เมื่อข้อมูลลงไปถึงชั้นสื่อสารฟิสิคัล ข้อมูลถูกใส่เฮดเดอร์ของชั้นสื่อสารฟิสิคัลเข้าไปแล้วก็จะถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นสัญญาณทางกายภาพอาจจะเป็นสัญญาณไฟฟ้หรือสัญญาณแสง เพื่อส่งผ่านตัวกลาง เช่นสายคู่บิตเกลียว หรือใยแก้วนำแสง เป็นต้นไปยังอุปกรณ์ตัวรับ ดังแสดงในรูปที่ 4.3

จากรูปที่ 4.3 เมื่อสัญญาณไปถึงคอมพิวเตอร์ตัวรับ ชั้นสื่อสารฟิสิคัลจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นข้อมูลดิจิตอล และถอดเฮดเดอร์ของชั้นฟิสิคัลออก แล้วส่งขึ้นไปยังชั้นถัดไปคือชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามระบวนการของชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง แล้วทำการการถอดเฮดเดอร์ และเทรลเลอร์ออกจากข้อมูล จากนั้นนำส่งข้อมูลขึ้นต่อไปยังชั้นถัดไป แต่ละชั้นก็ดำเนินการเช่นนี้เช่นเดียวกันจนถึงชั้นแอปพลิเคชั่น กระบวนการถอดเฮดเดอร์และเทรลเลอร์นี้เรียกว่า ดีแคปซูเลชั่น (Decapsulation) แต่ละชั้นสื่อสารจะทำหน้าที่เฉพาะของตนเองนั่นคือรับข้อมูลเข้ามาสู่กระบวนการโปรโตอลของแต่ละชั้นสื่อสาร แล้วนำส่งเอาท์พุตให้กับชั้นสื่อสารถัดขึ้นไป จะเห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึ่งกับระบบส่งข่าวสารในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ด้วยการส่งข่าวสายโดยจดหมายผ่านไปรษณีย์ขององค์กรหนึ่งๆ หากสมมติมีผู้ส่งคือผู้จัดการต้องการส่งจดหมายให้ผู้จัดการอีกบริษัทหนึ่ง ผู้จัดการเริ่มต้นเขียนจดหมายซึ่งเปรียบเหมือนข้อมูลที่ต้องการส่ง แล้วนำจดหมายให้กับเลขาหน้าห้องทำหน้าที่ใส่ซองและจ่าหน้าซองถึงผู้รับ จากนั้นจะนำส่งให้คนส่งเอกสารไปส่งที่ตู้ไปรษณีย์ ในที่นี้ไปรษณีย์เปรียบเหมือนสวิชท์ หรือเร้าเตอร์ จะทำหน้าที่คัดแยกว่าปลายทางของจดหมายอยู่ที่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่ที่เท่าใด แล้วทำการส่งไปยังไปรษณีย์ปลายทาง แล้วไปรษณีย์ปลายทางจะนำจดหมายไปส่งที่ตามสถานที่ที่จ่าหน้าซอง เมื่อจดหมายมาถึงบริษัทปลายทาง จะมีเจ้าหน้ามีตรวจสอบว่าผู้รับอยู่ตามสถานที่จ่าหน้าซองหรือไม่ หากถูกต้องก็จะนำส่งส่งขึ้นไปยังตำแหน่งสูงขึ้นไป เมื่อจดหมายขึ้นมาถึงเลขานุการ ซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นของผู้จัดการของตนเอง ก็จะดำเนินการเปิดซอง เพื่อนำตัวจดหมายใส่แฟ้มเอกสารให้ผู้จัดการอ่านข้อมูลในจดหมายต่อไป ดังมีกระบวนการดังในรูปที่ 4.4

การสื่อสารข้อมูลของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์เครือข่ายหรือโหนดหลายๆตัว ไม่ใช่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายเหล่านี้ก็จะมีการทำงานโดยใช้มาตรฐานโอเอสไอเช่นเดียวกัน โดยจะทำหน้าที่รับและส่งต่อสัญญาณไปยังตัวรับถัดไป ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละชนิดจะมีลำดับชั้นสื่อสารเป็นจำนวนแตกต่างกันไป เช่น ฮับมีการทำงาน 2 ชั้นสื่อสาร ส่วนเราเตอร์จะมีการทำงาน 3 ชั้นสื่อสารเป็นต้น ตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ A ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ B โดยมีอุปกรณ์สื่อสารส่งผ่านข้อมูลประเภทฮับ หรือสวิชท์ เป็นโหนดระหว่างทาง (Intermedia Node) ลักษณะดังรูปที่ 4.5

ปกติอุปกรณ์ประเภทโหนดระหว่างทางจะทำงานภายใต้ชั้นการสื่อสารเพียง 3 ชั้นสื่อสารแรกเท่านั้น คือชั้นสื่อสารฟิสิคัล ดาต้าลิ้ง และเน็ตเวิร์ก โดยกระบวนการเริ่มจากชั้นการสื่อสารที่ 7 ของเครื่องคอมพิวเตอร์ A ต้นทาง ส่งให้ชั้นสื่อสารที่ 6 - 5 - 4 - 3 - 2 - 1 ตามลำดับชั้น ไม่สามารถสื่อสารข้ามชั้นกันได้ จนกระทั่งถึงชั้นสื่อสารฟิสิคัล ก็จะถูกแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ส่งผ่านตัวกลางไปยังตัวรับถัดไปคือเร้าเตอร์ตัวที่ 1 ซึ่งรับสัญญาณด้วยชั้นสื่อสารฟิสิคัลแล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้ากลับเป็นข้อมูล แล้วส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก เพื่อตรวจสอบโหนดปลายทาง หากตรวจสอบแล้วข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เลขหมายเครือข่ายของตนเอง เร้าเตอร์ตัวที่ 1 ก็จะส่งข้อมูลกลับลงมายังชั้นสื่อสาร ดาต้าลิ้งและชั้นฟิสิคัล เพื่อส่งต่อไปยังเราเตอร์ตัวถัดไป ซึ่งจะมีกระบวนการรับ ตรวจสอบและส่งต่อข้อมูลลักษณะเช่นเดียวกันนี้ จนกระทั่งข้อมูลไปถึงเลขหมายเครือข่ายของเราเตอร์ที่ดูแลอยู่ ข้อมูลก็สามารถส่งต่อถึงปลายทาง ซึ่งชั้นฟิสิคัลของคอมพิวเตอร์ B ก็จะแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นข้อมูล และข้อมูลก็จะถูกตรวจสอบและส่งต่อขึ้นไปยังชั้นถัดไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชั่นให้แก่ผู้ใช้งานต่อไป การทำงานของแต่ละชั้นสื่อสารจะมีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน ซึ่งจะกล่าวถึงอีกครั้งภายหลัง ทำให้นักออกแบบสามารถทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าอุปกรณ์ในระบบสื่อสารจะมีความแตกต่างกันทางสถาปัตยกรรม ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟแวร์ต่างรุ่นต่างยี่ห้อกัน หากใช้กระบวนการสื่อสารตามมาตรฐานแบบจำลองโอเอสไอเหมือนกัน ก็สามารถนำส่งข้อมูลหรือสื่อสารไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้ หรือทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่ผู้ออกแบบหรือนักพัฒนาต้องยึดมาตรฐานการสื่อสารตามแบบจำลองโอเอสไอเดียวกัน

กระบวนการรับส่งข้อมูลตั้งแต่ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตขึ้นไป จะมีโปรโตคอลประจำชั้นสื่อสารทำหน้าที่ให้บริการ ควบคุมกระบวนการรับส่งข้อมูลให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ ซึ่งแต่ละชั้นสื่อสารของตัวรับและส่งนี้มีลักษณะการติดต่อ และตรวจสอบจำนวนแพ็กเก็ตข้อมูลและร้องขอกันโดยตรง เมื่อพบข้อผิดพลาดของแพ็กเก็ตข้อมูล ทำให้ดูเหมือนกับว่าเป็นการสื่อสารข้อมูลถึงกันโดยตรง (Peer to Peer) ของแต่ละชั้นสื่อสาร มีลักษณะป็นการเชื่อมต่อกันในเชิงตรรกะ มิใช่เป็นการเชื่อมโดยตรงทางกายภาพ เช่น ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตของตัวต้นทาง จะคอยบริการและควบคุมกระบวนการจัดจำนวนและลำดับคิวการส่งแพ็กเก็ตข้อมูล ส่วนชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตของตัวรับก็จะรวบรวมและเรียงลำดับแพ็กเก็ตข้อมูลให้ถูกต้องตามลำดับคิว หากขาดตกข้อมูลแพ็กเกตใดก็จะร้องขอไปยังชั้นสื่อสารต้นทางให้ส่งแพ็กเก็ตข้อมูลที่ผิดพลาดมาให้ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนและมีความสมบูรณ์ ทั้งนี้ชั้นสื่อสารอื่นๆในลำดับสูงขึ้นไปก็มีลักษณะเช่นเดียวกันที่ต้องมีการสื่อสารซึ่งกันและกันตามบทบาทหน้าที่ของชั้นสื่อสารนั้นๆ หากเปรียบเทียบเทียบกับกระบวนการย้ายจำนวนคนจากอาคาร A ไปยังอาคาร B โดยแต่ละอาคารมีจำนวน 7 ชั้น เราจะเคลื่อนย้ายคนชั้นที่ 5 ของอาคาร A ไปยังชั้น 5 ของอาคาร B ก็ต้อง เดินผ่านลงไปตามลำดับชั้นของอาคาร A จนถึงชั้นที่ 1 แล้วเดินไปตามเส้นทางไปขึ้นอาคาร B ไปเข้าชั้นที่ 1 และชั้นถัดๆไปตามลำดับจนถึงชั้นที่ 5 ไม่สามารถข้ามจากชั้นที่ 5 ไปยังชั้น 5 อีกอาคารได้โดยตรง และหากระบบตรวจสอบพบว่า จำนวนคน ของชั้นที่ 5 ของอาคาร B ยังไม่ครบจำนวน ก็จะแจ้งตรงผ่านมายังผู้ดูแลของชั้นที่ 5 ของอาคาร A ให้ส่งคนที่หายไปนั้นมาใหม่ จนได้ครบจำนวนที่ถูกต้องนั่นเอง

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจแบบจำลองของโอเอสไอ ซึ่งมีจำนวน 7 ชั้นสื่อสาร จะแบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็นกลุ่มๆ ได้ 3 กลุ่ม ดังนี้

1) ชั้นสื่อสารสนับสนุนด้านเครือข่าย (Network Support Layers) เป็นกลุ่มที่รวมชั้นสื่อสารฟิสิคัล ดาต้าลิ้ง และเน็ตเวิร์ก หรือชั้นสื่อสารที่ 1, 2 และ 3 เป็นกลุ่มเดียวกัน โดยมีหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ไปยังโหนดปลายทาง ทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมต่อทางกายภาพ ทางด้านสัญญาณทางไฟฟ้า และการหาเส้นทางของการเคลื่อนย้ายข้อมูล โดยมีการทำงานไม่เกินชั้นสื่อสารที่ 3 มักจะเป็นการสื่อสารของอุปกรณ์เครือข่าย เช่นฮับ สวิตช์ บริดจ์ หรือเราเตอร์เป็นต้น

2) ชั้นสื่อสารเคลื่อนย้ายข้อมูล (Transport Layers) คือชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต หรือชั้นที่ 4 ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3

3) ชั้นสื่อสารสนับสนุนผู้ใช้งาน (User Support Layers) เป็นกลุ่มที่รวมชั้นสื่อสารเซสชั่น พรีเซนเตชั่นและแอปพลิเคชั่น หรือชั้นสื่อสารที่ 5, 6 และ 7 เป็นกลุ่มเดียวกัน ทำหน้าที่การเตรียมข้อมูลเพื่อส่งลงไปยังกลุ่มสนับสนุนด้านเครือข่ายเพื่อส่งข้อมูลไปยังปลายทาง หรือ รวบรวมข้อมูลเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้งาน โดยลักษณะการแบ่งกลุ่มการทำงานดังแสดงในรูปที่ 4.7

4.3 ชั้นการสื่อสารของแบบจำลองโอเอสไอ

การสื่อสารข้อมูลตามแบบจำลองโอเอสไอได้แบ่งลำดับการสื่อสารได้เป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีโปรโตคอลเฉพาะชั้นนั้นๆ เพื่อทำหน้าที่รับข้อมูล ประมวลผล และส่งออกข้อมูลไปยังชั้นสื่อสารถัดไป โดยแต่ละชั้นมีลักษณะและหน้าที่การทำงานดังนี้

4.3.1 ชั้นการสื่อสารฟิสิคัล

ชั้นการสื่อสารฟิสิคัล คือ ชั้นการสื่อสารล่างสุดของแบบจำลองโอเอสไอ หาก เป็นด้านตัวส่ง จะทำหน้าที่นำข้อมูลดิจิตอลจากชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งมาแปลงเป็นสัญญาณโดยผ่านกระบวนการเข้ารหัสให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า หรือแปลงเป็นสัญญาณแสงเพื่อใช้สำหรับส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง เช่นสายคู่บิดเกลียว หรือใยแก้วนำแสงเป็นต้น ไปยังอุปกรณ์หรือโหนดถัดไป หากเป็นด้านตัวรับ จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณทางไฟฟ้าหรือสัญญาณแสงกลับเป็นข้อมูลดิจิตอลโดยกระบวนการถอดรหัสแล้วนำส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งดังลักษณะการทำงานในรูปที่ 4.8

โดยในระหว่างการทำงานสื่อสารอยู่นั้น ทั้งตัวส่งและตัวรับของชั้นสื่อสารฟิสิคัล จะต้องมีการควบคุมกระบวนการรับส่งสัญญาณกันและกันให้มีความสมบูรณ์นั้น จะต้องควบคุมรายละเอียดดังนี้

1. อัตราการรับส่งข้อมูล (Transmission Rate) เป็นอัตราความสามารถในการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งทั้งตัวส่งและตัวรับต้องกำหนดให้เท่ากัน หากตัวส่งมีอัตราส่งมากว่าตัวรับ จะรับสัญญาณได้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการส่งสัญญาณ ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดอัตราในการรับส่งเป็นจำนวน บิตต่อวินาที (bps)

2. การซิงโครไนซ์ของบิต (Synchronization of Bits) เป็นการกำหนดจังหวะการทำงานของนาฬิกาควบคุมจังหวะการทำงานของตัวรับและตัวส่งให้มีความเร็วที่สอดคล้องกัน เพื่อให้การรับและส่งข้อมูลไม่มีความผิดพลาดจากความเร็วในการรับส่งที่แตกต่างกัน

3. ทิศทางการส่งผ่านข้อมูล (Transmisstion Mode) เป็นการกำหนดทิศทางในการส่งข้อมูล ซึ่งอาจจะใช้แบบทิศทางเดียว สองทางกึ่งอัตรา หรือ สองทางเต็มอัตรา เป็นต้น

4.3.2 ชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง

ชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง เป็นชั้นสื่อสารชั้นที่ 2 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีการทำงานที่ซับซ้อนต้องทำงานประสานกับฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ นำส่งข้อมูลระหว่างชั้นสื่อสารฟิสิคัล และชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก โดยจะติดต่อสื่อสารระหว่างโหนดที่อยู่ถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบแลนวงเดียวกัน หรือภายในสวิตช์หรือฮับตัวเดียวกัน ซึ่งหากเป็นตัวส่งจะทำการจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของเฟรม (Frame) และทำการเพิ่มในส่วนของเฮดเดอร์และเทรลเลอร์ ซี่งจะเป็นตำแหน่ง MAC หรือแม็กแอดเดรส (MAC Address) ของตัวส่งและตัวรับ และส่วนของเทรลเลอร์จะเป็นรหัสตรวจสอบข้อผิดพลาด ส่วนชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งของตัวรับเมื่อรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารฟิสิคัลเป็นเฟรมข้อมูลแล้ว จะนำมาเฟรมข้อมูลดังกว่างมาตรวจสอบข้อผิดพลาดจากการส่งโดยใช้รหัสส่วนเทรลเลอร์ มาเปรียบเทียบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แล้วตรวจสอบ แม็กแอดเดรส ปลายทางว่าเป็นแม็กแอดเดรสของเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันหรือเป็นของตัวเองหรือไม่ หากใช่ก็จะถอดเฮดเดอร์และเทรลเลอร์ แล้วนำส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กโดยทันที แต่หากเป็นไม่ใช่ก็จะส่งเฟรมข้อมูลดังกล่าวออกไปยังตัวรับอื่นๆ ถัดไปเพื่อให้เป็นหน้าที่ของเร้าเตอร์ทำหน้าที่ค้นหาเลขหมายเครือข่ายของปลายทางต่อไป

ตัวอย่างการสื่อสารของชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งในรูปแบบบัส คอมพิวเตอร์แต่ละตัวจะมีการ์ดเครือข่ายที่ระบุตำแหน่งแม็กแอ๊ดเดรส เมื่อตัวส่งจะส่งข้อมูลนั้น ชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งก็จะเพิ่มเฮดเดอร์หรือส่วนหัวของข้อมูล นั่นก็คือตำแหน่งแม็กแอ๊ดเดรสทั้งของตัวรับและตัวส่งและเพิ่มเทรลเลอร์หรือส่วนหางข้อมูล นั่นก็คือรหัสตรวจสอบข้อผิดพลาดสำหรับการสื่อสารข้อมูล จากนั้นจึงส่งลงไปให้ชั้นสื่อสารฟิสิคัลแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อส่งสัญญาณผ่านตัวกลางคือสายโคแอ๊กเชียล ซึ่งทุกๆเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายนั้นจะมีการเชื่อมอยู่กับสายโคแอ๊กเชี่ยล ทำให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันทุกๆตัวจะได้รับสัญญาณแล้วก็แปลงสัญญาณไฟฟ้ากลับเป็นข้อมูลและนำส่งขึ้นไปให้ชั้นดาต้าลิ้งเพื่อตรวจสอบตำแหน่งแม็กแอ๊ดเดรสของตัวรับปลายทาง และตรวจสอบข้อผิดพลาดของข้อมูล หากปรากฏว่าไม่ใช่ตำแหน่งแม็กแอ๊ดเดรสปลายทางของตัวเองก็จะทิ้งเฟรมข้อมูลนั้นไป แต่หากเป็นตำแหน่งแม็กแอ๊ดเดรสปลายทางตรงกับของตนเองก็จะถอดเฮดเดอร์ส่วนหัวและเทรลเลอร์ส่วนหางของชั้นดาต้าลิ้งเพื่อนำส่งข้อมูลให้กับชั้นเน็ตเวิร์กพิจารณาต่อไป ดังแสดงลักษณะการทำงานของเครือข่ายดังรูปที่ 4.10

เมื่อกล่าวถึงแม็กแอ๊ดเดรส เป็นคำย่อมาจาก Media Access Control Address คือ หมายเลขของการ์ดหรืออุปกรณ์เครือข่าย ( Network Card ) ต่างๆ เช่นการ์ดแลนของคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ตบุ๊ค ทั้งใช้สายและไร้สาย เป็นหมายเลขเฉพาะที่ใช้อ้างถึงอุปกรณ์ที่ต่อกับระบบเครือข่าย หมายเลขนี้จะมากับอีเทอร์เน็ตการ์ด โดยแต่ละตัวจะมีหมายเลขที่ไม่ซ้ำกันขนาด 48 บิตหรืออยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบหกจำนวน 6 ชุด เช่น 01:23:45:67:89:ab บรรจุในรอม (ROM) ของอุปกรณ์เครือข่ายทุกๆชิ้น ทำให้สามารถสร้างอุปกรณ์เครือข่ายที่มีความแตกต่างกันถึง 281 ล้านล้านชิ้น (248) ตัวเลขเหล่านี้จะมีประโยชน์ไว้ใช้สำหรับการส่งผ่านข้อมูลระหว่างจากเครื่องต้นทางและปลายทางได้อย่างถูกต้อง ค่าหมายเลขนี้จะถูกกำหนดค่ามาจากโรงงานที่ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายโดยที่แต่ละอุปกรณ์เครือข่ายนั้นหมายเลขแม็กแอ๊ดเดรสจะไม่ซ้ำกัน ซึ่งวิธีการดูหมายเลขแม็กแอ๊ดเดรสของอุปกรณ์เครือข่ายของคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวน์นั้น สามารถใช้คำสั่ง ipconfig /all บน Command Prompt จะปรากฏข้อความที่แสดงข้อมูลของอุปกรณ์เครือข่ายดังแสดงในรูปที่ 4.11

ภายในกระบวนการทำงานของชั้นการสื่อสารดาต้าลิ้งยังจัดแบ่งลักษณะการทำงานออกเป็นชั้นย่อย ดังรูปที่ 4.12 โดยแบ่งเป็น 2 ชั้นย่อย (Sub Layer) คือ

1) LLC (Logical Link Control) มีหน้าที่ควบคุมการไหลของข้อมูลและควบคุมข้อผิดพลาดจากการส่งสัญญาณของชั้นฟิสิคัล

2) MAC (Media Access Control) มีหน้าที่ควบคุมการเข้าถึงสื่อกลางสำหรับการสื่อสารบนเครือข่าย

ทั้งสองชั้นย่อยมีการทำงานร่วมกันเพื่อให้ชั้นดาต้าลิ้งสามารถตรวจสอบการรับและส่งข้อมูลไปยังชั้นสื่อสารอื่นๆได้อย่างถูกต้อง ซึ่งชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งก์มีรูปแบบการทำงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

1) การจัดข้อมูลรูปแบบเฟรม (Framming) ชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งรับข้อมูลจากรูปแบบ แพ็กเก๊ต (Packets) จากชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก แล้วมาทำการเอ็นแคปซูลูชั่น คือเพิ่มส่วนหัวและส่วนหางเข้าไปในเฟรมแล้วส่งข้อมูลให้กับชั้นสื่อสารฟิสิคัลเพื่อเปลี่ยนข้อมูลลักษณะบิตต่อบิตเป็นรูปแบบสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งลักษณะส่วนประกอบของเฟรมข้อมูลมีลักษณะดังแสดงในรูปที่ 4.13

2) การระบุตำแหน่ง (Addressing) เป็นการระบุหมายเลขตำแหน่งของตัวรับและตัวส่งเข้าไปยังส่วนหัวข้อมูล ซึ่งหมายเลขตำแหน่งนี้จะเป็นหมายเลขแม็กแอ๊ดเดรส เพื่อใช้สำหรัรบการระบุตำแหน่งปลายทาง

3) การควบคุมข้อผิดพลาด (Error Control) เป็นการตรวจสอบข้อมูลของโหนดตัวรับ ข้อมูล ว่าในระหว่างทางมีข้อมูลใดตกหล่นหรือผิดพลาดไปบ้าง เนื่องจากการระหว่างการส่งข้อมูลของชั้นสื่อสารฟิสิคัลในรูปสัญญาณไฟฟ้า หรือ แสงนั้น อาจจะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น ทำให้ข้อมูลบางบิตเกิดความผิดพลาดไป การควบคุมข้อผิดพลาดของเฟรมข้อมูลจะใช้รหัสส่วนหางของเฟรมนั้นๆ มาทำการตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้รับ หากตรวจพบข้อผิดพลาดก็จะส่งสัญญาณให้ตัวส่ง ส่งเฉพาะเฟรมที่มีข้อผิดพลาดใหม่ หรือกรณีเฟรมที่ได้รับเกิดความซ้ำซ้อนเนื่องจากตัวส่งได้ทำการส่งซ้ำอีก ก็จะดำเนินการลบเฟรมที่ซ้ำออกไปเสีย ทำให้การส่งข้อมูลมีความน่าเชื่อถือได้

4) การควบคุมการไหล (Flow Control) การสื่อสื่อสารระหว่างโหนดหรืออุปกรณ์ เครือข่าย อาจจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของความเร็วของการรับส่งข้อมูล เนื่องจากต่างรุ่นต่างยี่ห้อ ทำให้ความเร็วสำหรับการรับส่งไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้นในส่วนของการควบคุมการไหลจะต้องควบคุมให้ความเร็วสำหรัรบการรับและส่งมีความเร็วที่สอดคล้องกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการรับส่งข้อมูล

5) การควบคุมการเข้าถึง (Multi Access Control) การเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย โดยทั่วไปจะมีอุปกรณ์สื่อสารและโหนดทำการสื่อสารกันมากกว่าสองตัวขึ้นไป จึงอาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลกันได้ ซึ่งในชั้นสื่อสารนี้จะมีส่วนที่ต้องควบคุมหรือแบ่งช่วงเวลาให้กับการสื่อสารระหว่างของอุปกรณ์แต่ละคู่ โดยอาจใช้กระบวนการ CDMA/CD ควบคุมการสื่อสารของอุปกรณ์แต่ละคู่ ไม่ให้เกิดการชนกันของข้อมูลบนระบบเครือข่าย

4.3.3 ชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก

ชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก เป็นชื้นสื่อสารที่ 3 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีหน้าที่กำหนดเส้นทางการส่งแพ็กเก๊ตข้อมูลจากตัวส่งไปยังตัวรับปลายทาง ที่มีความแตกต่างกันของเครือข่าย หรือเลขหมายเครือข่ายมีความแตกต่างกัน หรือกล่าวคือเลขหมายปลายทางเครือข่ายอยู่กันคนละวงแลน ซึ่งอาจมีความต่างกันของซับเน็ต (Subnet) และอาจจะมีความแตกต่างกันของโปรโตคอล โดยชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กจะรับข้อมูลมาจากชั้นทรานสปอร์ต มาทำการเอนแคปซูเลชันด้วยการเพิ่มตำแหน่งของลอจิคอลแอสเดรส หรือตำแหน่งเลขหมายไอพีปลายทางและต้นทาง เข้าเป็นส่วนหัวของข้อมูล ซึ่งเป็นการกำหนดเส้นทางที่สูงกว่าชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง แล้วนำส่งแพ็กเก็ตให้กับชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งเพื่อดำเนินการตามกระบวนการส่งข้อมูลไปยังปลายทางต่อไป กรณีเป็นตัวรับข้อมูลจะรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งมาตรวจสอบ หากเป็นเลขหมายเครือข่ายปลายทางถูกต้องแล้วก็จะถอดส่วนหัวของแพ็กเก็ตข้อมูลแล้วนำส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต แต่หากไม่ใช่ก็จะหาเส้นทางเพื่อส่งข้อมูลไปยังเลขหมายเครือข่ายปลายทางที่ถูกต้องต่อไป

การทำงานของชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นตัวกำหนดที่อยู่ของตัวรับปลายทางซึ่งเป็นหมายเลขของเครือข่าย เพื่อให้การนำส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ไปถึงปลายทางได้อย่างถูกต้องนั้น ชั้นการสื่อสารเน็ตเวิร์กจึงมีหน้าที่ดังนี้

1) การกำหนดลิจิคัลแอดเดรส (Logical Address) เป็นการกำหนดหมายเลขตำแหน่งของตัวรับปลายทางและตัวส่งเพิ่มในส่วนหัวข้อมูล เช่นเดียวกับการกำหนดหมายเลขฟิสิคัลในชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง แตกต่างกันที่หมายเลขตำแหน่งนี้เป็นเลขไอพีแอดเดรส (IP Address) ของอปุกรณ์เครือข่าย ซึ่งเป็นหมายเลขตำแหน่งที่กำหนดได้โดยผู้ใช้งาน หรือถูกกำหนดด้วยเซิฟเวอร์ DHCP ซึ่งเป็นเซิฟเวอร์ดูแลระบบเครือข่าย ทำหน้าที่กำหนดหมายเลขไอพีให้แก่เครื่องลูกข่ายโดยอัตโนมัติ

2) การเลือกเส้นทาง (Rounting) การทำงานของชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กจะดำเนินการหาเส้นทางหรือตำแหน่งของโฮส (Host) ปลายทางและควบคุมดูและตรวจสอบคุณภาพของเส้นทางการสื่อสารก่อนจะส่งข้อมูลไปยังโฮสต์ถัดไป โดยการใช้ตารางในหน่วยความจำทำการสร้างแผนที่หรือเส้นทางสำหรับการส่งข้อมูลให้กับโฮสต์ต่างๆในเครือข่าย ส่วนใหญ่อุปกรณ์เครือข่ายที่จะทำหน้าที่หาเส้นทางการสื่อสารข้อมูลจะเป็น เร้าเตอร์ (Rounter) ทำงานบนแนวคิดคือตัวรับปลายทางนั้นอยู่ที่ไหน และจะสื่อสารถึงตัวรับปลายทางอย่างไร เมื่อข้อมูลถูกส่งออกไปยังเร้าเตอร์ตัวถัดไป ก็จะค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดและส่งต่อให้เร้าเตอร์ตัวถัดไป จนกระทั่งถึงโฮสต์หรือเราเตอร์ตัวที่ทำหน้าที่ดูแลเครื่องลูกข่ายปลายทาง โดยลักษณะการสื่อสารระหว่างชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กของอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละตัวดังลักษณะแสดงในรูปที่ 4.15

4.3.4 ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต

ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต เป็นชื้นสื่อสารที่ 4 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีหน้าที่กำกับการขนส่งข้อมูลจากตัวส่งไปยังตัวรับปลายทางให้เกิดผลสำเร็จ และเชื่อถือได้ การกำกับหรือควบคุมการส่งข้อมูลนี้จะมีการติดต่อกันโดยตรงทางลอจิคัล (Process to Process) ระหว่างชั้นทรานสปอร์ตด้วยกันของแต่ละโปรแกรมที่ทำงานอยู่ระหว่างตัวส่งและตัวรับปลายทาง (End to End) หรือระหว่างโอสต์ (Host to Host) ดังลักษณะในรูปที่ 4.16 เพื่อตรวจสอบจำนวนและการจัดลำดับของเซกเมนต์ให้มีความถูกต้อง โดยชั้นทราสปอร์ตจะรับข้อมูลมาจากชั้นเซสชั่นและนำมาแบ่งเป็นเซกเมนต์ย่อย (Segment) และกำหนดลำดับเซกเมนต์เพื่อใช้สำหรับนำมาใช่ในการตรวจสอบของตัวรับและจัดเรียงใหม่ให้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังต้องกำหนดตำแหน่งพอร์ต (Port) ให้กับแต่ละเซกเมนต์ด้วยเพื่อใช้สำหรับนำส่งให้แก่โปรแกรมที่รัน (Run) อยู่บนตัวรับปลายทาง ซึ่งการกำหนดลำดับเซกเมนต์และหมายเลขพอร์ตนี้จะกำหนดไว้ในส่วนหัวของข้อมูลแต่ละเซกเมนต์แล้วนำส่งลงไปยังชั้นเน็ตเวิร์กต่อไป ส่วนฝั่งตัวรับปลายทางก็จะรับข้อมูลจากชั้นเน็ตเวิร์กแล้วนำมารวบรวมและจัดเรียงเซกเมนต์ให้ครบ จัดเรียงลำดับให้ถูกต้องก่อนจะส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารชั้นเซสชั่นตามพอร์ตที่กำหนด หากเซกเมนต์ใดขาดหายไป ก็จะส่งสัญญาณแจ้งให้ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตฝั่งส่งทำการส่งข้อมูลรอบใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนชั้นทรานสปอร์ตฝั่งตัวรับ และฝั่งตัวส่งมีการสื่อสารกันโดยตรงของการควบคุมและกำกับกระบวนการส่งข้อมูล

จากกระบวนการขนส่งข้อมูลระหว่างตัวส่งและตัวรับรับข้อมูลของชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตที่ต้องควบคุมและกำกับการขนส่งข้อมูลให้เกิดผลสำเร็จนั้นสรุปเป็นหน้าที่ของชั้นสื่อสาร ทรานสปอร์ตได้ดังนี้

1) การจัดแบ่งเซกเมนต์ (Segmentation) เป็นหน้าที่ของตัวส่งข้อมูล โดยเมื่อรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารเซสชั่นแล้ว ก็จะดำเนินการแบ่งเป็นเซกเมนต์ย่อยๆและกำหนดหมายเลขลำดับไว้ในส่วนหัวของแต่ละเซกเมนต์ เพื่อให้สะดวกต่อการส่งข้อมูลและการรวบรวมเซกเมนต์ของตัวรับ เนื่องจากการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลของชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กอาจจะใช้เส้นทางที่ต่างกัน และไปถึงตัวรับไม่ได้เรียงลำดับกัน

2) การรวบรวมจัดเรียงเซกเมนต์ (Assembly) เป็นหน้าที่ของชั้นทรานสปอร์ตฝั่งตัวรับด้วยการรับแพ็กเก็ตข้อมูลจากชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กและนำมารวบรวมแล้วจัดเรียงลำดับให้ถูกต้อง เหมือนลำดับเซกเมนต์ที่ส่งมาจากชั้นสื่อสารทานสปอร์ตของตัวส่ง แล้วจะนำส่งขึ้นไปยังชั้นสื่อสารเซสชั่นต่อไป ทั้งนี้หากเซกเมนต์ข้อมูลใดขาดหายไป ก็จะมีการส่งสัญญาณให้ตัวส่งผ่านครือข่าย ให้ทำการส่งข้อมูลที่ขาดหายมาใหม่ จนครบตามจำนวนเซกเมนต์

3) การกำหนดหมายเลขพอร์ต (Port Address) เป็นการกำหนดหมายเลขพอร์ตให้กับส่วนหัวของแต่ละเซกเมนต์ เพื่อใช้สำหรับการนำส่งข้อมูลในช่องทางของพอร์ตแก่โปรแกรมที่รันบนเครื่องฝังรับได้ถูกต้อง เช่นเมื่อระบบ DHCP ของเครื่องลูกข่ายต้องการติดต่อกับเซิฟเวอร์ DHCP ก็มักจะใช้พอร์ตหมายเลข 67 เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร หรือหากเครื่องลูกข่ายต่องการข้อมูลจากเวปไซต์ของเซิฟเวอร์ ก็จะใช้พอร์ตหมายเลข 80 เป็นช่องในการส่งขึ้นมาให้กับเวปบราวน์เซอร์ของเครืองลูกข่ายเป็นต้น

4) ควบคุมการเชื่อมต่อ (Connection Control) เป็นการควบคุมรูปแบบโปรโตคอล มาตฐานสำหรับการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างต้นทางกับตัวรับปลายทาง ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือโปรโตคอล UDP และโปรโตคอล TCP

5) การควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow Control) เป็นการควบคุมความเร็วในการรับและส่งข้อมูล คล้ายกับชั้นสื่อสารดาต้าลิ้ง แต่เป็นการควบคุมของชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต ที่เป็นการควบคุมกันระหว่างตัวส่งต้นทางกับตัวรับปลายทาง (Process to Process) อาจเนื่องจากหน่วยความจำในการรับข้อมูล (Buffer) ของฝั่งรับมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับรับข้อมูลขณะนั้น

6) การควบคุมข้อผิดพลาด (Error Control) เป็นการควบคุมข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน ด้วยการตรวจสอบด้วยรหัสผลรวม (Check Sum) หากเกิดข้อผิดพลาดเช่น เซกเมนต์ไม่ครบจำนวน โดยอาจเกิดจากความหนาแน่นของข้อมูลบนเครือข่าย ความเสียหายของระบบเครือข่าย ฝั่งรับจะส่งรหัส NACK เพื่อให้ตัวส่งรับรู้และส่งเซกเมนต์ที่ขาดหายใหม่ หากการส่งเซกเมนต์ครบจำนวนและถูกต้องก็จะส่งรหัส ACK เป็นต้น

4.3.5 ชั้นสื่อสารเซสชั่น

ชั้นสื่อสารเซสชั่นเป็นชั้นสื่อสารที่ 5 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีหน้าที่ควบคุมการเปิดหรือปิดการเชื่อมต่อติดต่อสื่อสารระหว่างต้นทางและปลายทาง โดยในกระบวนการสื่อสารนั้นจะมีขั้นตอนการร้องขอจากตัวรับปลายทาง เช่นช่วงเวลาเริ่มต้นการเข้าถึงเวปไซต์ต่างๆในช่วงเริ่มต้นจะมีกระบวนการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องลูกข่ายและเครื่องเซิฟเวอร์เพื่อร้องขอข้อมูล และเซิฟเวอร์ก็จะตอบสนองการบริการข้อมูลกลับมาให้เครื่องลูกข่าย หรือกระบวนการล็อกอิน (Login) เข้าใช้บริการอีเมล์ของเซิฟเวอร์ต่างๆ จะมีกระบวนการเชื่อมต่อการสื่อสารข้อมูลซึ่งเป็นการทำงานของชั้นสื่อสารเซสชั่นเพื่อเปิดสถานะและรักษาการเชื่อมต่อระหว่างตัวรับและตัวส่ง ทั้งนี้กระบวนการเปิดและปิดการเชื่อมต่อการสื่อสารขึ้นอยู่กับโปรแกรมประยุกต์แต่ละตัวที่มีความแตกต่างกันไป ระหว่างที่กำลังใช้อีเมล์อยู่นั้น ก็ยังคงอยู่ในขบวนการของชั้นสื่อสารเซสชั่นเพื่อยังคงรักษาการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างกันอยู่ของเครื่องเซิฟเวอร์และเครื่องลูกข่าย แต่เมื่อการสื่อสารขาดหายไประบบก็จะทำการเชื่อมต่อการสื่อสารใหม่ หรือกรณีการเชื่อมต่อได้หยุดไปเป็นเวลานาน ระบบก็จะปิดการเชื่อมต่อและเชื่อมต่อใหม่เมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง หรือเมื่อล็อกเอ้าท์ (Logout) ออกจากระบบก็จะเป็นการปิดหรือยกเลิกการติดต่อสื่อสารของชั้นเซสชั่นเช่นเดียวกัน โดยลักษณะของการสื่อสารเป็นไปได้ทั้งการสื่อสารแบบสองทางเต็มอัตรา หรือแบบสองทางกึ่งอัตรา ทั้งนี้การสื่อสารระหว่างเครื่องต้นทางและปลายทาง ของชั้นสื่อสารเซสชั่นจะมีลักษณะสื่อสารกันโดยตรงซึ่งมีการตรวจสอบความล้มเหลวของการส่งข้อมูลที่พอร์ต 1590 ซึ่งภายในชั้นสื่อสารเซสชั่นกรณีฝั่งส่งข้อมูลชั้นสื่อสารจะรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่น และนำมาเพิ่มส่วนหัวข้อมูลและส่งต่อให้ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตดำเนินตามกระบวนการต่อไป หากเป็นกรณีฝั่งรับก็จะรับเซกเมนต์จากชั้นทรานสปอร์ตเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วจะนำส่งข้อมูลขึ้นไปยังชั้นพรีเซนเตชั่นดังแสดงในรูปที่ 4.18

\ กระบวนการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวส่งต้นทางและตัวรับปลายทางของชั้นสื่อสารเซสชั่นทั้งตัวส่งและตัวรับมีหน้าที่ดังนี้

1) การควบคุมไดอะล๊อก (Dialog Control) เป็นการควบคุมการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายของตัวรับตัวส่ง เช่น เซิฟเวอร์กับเครื่องลูกข่าย จะมีการเริ่มต้นเปิดเซสชั่นเพื่อเปิดการสื่อสารตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ควบคุมและรักษาการเชื่อมต่อ จนกระทั่งการยุติการสื่อสารของเซสชั่นนั้นๆ เช่นการเข้าเวปไซต์ของธนาคารที่จะมีการล็อกอินเพื่อเข้าไปทำรายการทางการเงิน ก็จะมีกระบวนการขั้นตอนการเปิดเซสชั่นล๊อกอินเพื่อเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ลูกข่ายกับเซิฟเวอร์ และเซสชั่นที่เปิดอยู่นี้จะดูแลการเชื่อมต่อสื่อสารข้อมูลจนกระทั่งมีการล๊อกเอาท์ก็จะเป็นการปิดเซสชั่น การเปิดเซสชั่นก็สามารถเปิดได้หลายเซสชั่นของการใช้งานขึ้นอยู่กับแต่ละโปรแกรมประยุกต์ เช่นการเปิดเวปไซต์ใดๆ ที่มีทั้งข้อความ ภาพกราฟฟิก มัลติมิเดีย หรือบางเวปไซต์อาจจะมี จาวาแอปเพลท (Java applet) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะแยกกันละไฟล์บนเซิฟเวอร์ การดาวโหลดแต่ละไฟล์เหล่านี้ โปรแกรมบราวเซอร์จะต้องทำการเปิดเซสชั่นแยกกันคนละเซสชั่นเพื่อทำการเปิดการสื่อสารกับเซิฟเวอร์เพื่อดาวโหลดแต่ละไฟล์ แล้วแสดงผลในบราวเซอร์ที่กำลังเรียกใช้งานและเมื่อดาวโหลดไฟล์ใดเสร็จเรียบร้อยก็จะปิดเซสชั่นนั้นๆ

2) ซิงโครไนเตชั่น (Synchronization) เป็นการเพิ่มจุดตรวจสอบ โดยแทรกลงไปในข้อมูล เพื่อใช้สำหรับกตรวจสอบข้อมูลที่อาจจะขาดหายไปในระหว่างการส่งข้อมูลไปแล้วจำนวนหนึ่ง เช่นสมมติมีการส่งข้อมูลกัน 1000 ตัวอักษร โดยจะมีการกำหนดจุดตรวจสอบหลังการส่งข้อมูลทุกๆ 100 ตัวอักษร เพื่อรับประกันว่าอีกฝั่งรับยังคงรับข้อมูลนั้นได้ถูกต้อง หากเกิดปัญหาการส่งข้อมูลอักษรตัวที่ 650 ก็จะมีการส่งข้อมูลให้ใหม่อีกครั้งเฉพาะอักษรตัวที่ 601 – 700 เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลอักษรตัวที่ 1 – 600 อีกครั้ง ทำให้ระบบการส่งข้อมูลมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น ลดจำนวนการส่งข้อมูลที่ไม่เกิดความเสียหายซ้ำๆ ทำให้สามารถรับข้อมูลได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น

4.3.6 ชั้นสื่อพรีเซนเตชั่น

ชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่นเป็นชั้นสื่อสารที่ 6 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีหน้าที่เตรียมข้อมูลด้วยการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสหรือถอดรหัสข้อมูล และการแปลงข้อมูลของฝั่งส่งและฝั่งรับให้มีรูปแบบและความหมายเดียวกัน ทำให้การนำเสนอข้อมูลระหว่างฝั่งส่งและฝั่งรับเป็นไปอย่างถูกต้องตรงกัน โดยหากเป็นฝั่งส่งจะนำข้อมูลจากชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นมาเข้ากระบวนการเข้ารหัส แล้วทำการบีบอัดข้อมูลให้มีจำนวนบิตข้อมูลให้น้อยลงแล้วเพิ่มส่วนหัวข้อมูล และส่งไปยังชั้นสื่อสารเซสชั่น ส่วนฝั่งรับจะรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารเซสชั่นมาทำการขยายจำนวนข้อมูลก่อนการบีบอัด และทำการถอดรหัส แล้วถอดส่วนหัวออกและนำส่งไปยังชั้นแอปพลิเคชั่นต่อไป ดังลักษณะในรูปที่ 4.19

ลักษณะการทำงานของชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่นของทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับข้อมูล สามารถสรุปหน้าที่การทำงานได้ดังนี้

1) การแปลข้อมูล (Translation) เนื่องจากฝั่งส่งและฝั่งรับอาจจะมีลักษณะของระบบ ที่แตกต่างกัน ซึ่งชั้นสื่อสารพรีเซนเตอชั่นของฝั่งส่งจะต้องทำการแปลข้อมูลให้เป็นรหัสข้อมูลกลางที่ใช้ร่วมกัน (Format Common) เพื่อเป็นรหัสข้อมูลมาตรฐาน ส่วนฝั่งรับก็ทำหน้าที่แปลรหัสข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลในรูปแบบของฝั่งตัวรับก่อนนำส่งขึ้นชั้นแอปพลิเคชั่นต่อไป

2) การเข้ารหัส (Encryption) การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายนั้นจะต้องผ่านอุปกรณ์หลาย ชนิด และหลายๆโหนดการเชื่อมต่อ ซึ่งทำให้ข้อมูลเหล่านั้นง่ายต่อการถูกทำสำเนาและนำไปใช้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลแท้จริง ดังนั้นข้อมูลก่อนที่จะถูกส่งออกไปยังเครือข่ายนั้นจะต้องได้รับการเข้ารหัสเสียก่อนเพื่อให้ข้อมูลนั้นๆ ไม่สามารถตีความได้จากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งเมือข้อมูลไปถึงปลายทางก็จะได้รับการถอดรหัส (Decryption) เป็นข้อมูลที่ฝั่งรับสามารถเข้าใจและนำข้อมูลไปใช้ได้ถูกต้องต่อไป

3) การบีบอัดข้อมูล (Compression) ข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายนั้นมีปริมาณมากมาย มหาศาล ดังนั้นเพื่อการส่งข้อมูลให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น นั่นคือทำให้ให้จำนวนบิตข้อมูลมีจำนวนน้อยลง ซึ่งมีวิธีการคือการบีบอัดให้ข้อมูลมีขนาดน้อยลง เป็นเทคนิคที่ทำให้ไฟล์ข้อมูลมีขนาดเล็กลง ทำให้ฝั่งส่งใช้เวลาสำหรับการส่งข้อมูลน้อยลง ส่วนฝั่งรับเมื่อได้รับข้อมูลที่ได้รับการบีบอัดมา ก็จะทำการแตกขยายกลับให้มีขนาดข้อมูลที่มีความสมบูรณ์เหมือนดังเดิม ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการส่งข้อมูลที่มีปริมาณมาก และเวลาสำหรับการส่งน้อยๆ เช่น ข้อมูลชนิดมัลติมิเดียประเภทต่างๆ

4.3.7 ชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่น

ชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่น เป็นชั้นสื่อสารที่ 7 ของแบบจำลองโอเอสไอ มีหน้าที่ติดต่อและใกล้ชิดกับผู้ใช้งานโดยตรง ซึ่งมีการแสดงผลและการรับข้อมูลจากผู้ใช้งาน หรืออาจจะเป็นการติดต่อระหว่างโปรแกรมต่างๆด้วยกัน เช่นการเปิดบราวเซอร์เพื่อท่องเวปไซต์ต่างๆ ด้วยโปรโตคอล HTTP หรือการเปิดอ่านอีเมล์จากเซิฟเวอร์ เป็นต้น ทั้งนี้การนำส่งข้อมูลจากตัวส่งไปยังตัวรับนั้น ชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นจะมีกระบวนขั้นตอนการส่งและรับข้อมูลจากชั้นสื่อสารถัดไปดังแสดงในรูปที่ 4.20

4.4 แบบจำลองทีซีพี/ไอพี

แบบจำลองทีซีพี/ไอพี (TCP/IP ) มาจากคำว่า Transmission Control Protocal / Internet Protocol หรือเรียกอีกอย่างว่าแบบจำลองอินเตอร์เน็ต (Internet Model) เป็นแบบ จำลองกระบวนการสื่อสารข้อมูลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก่อนแบบจำลองโอเอสไอ เพื่อใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีความคล้ายกับแบบจำลองโอเอสไอ เพียงแต่แบบจำลองทีซีพี/ไอพี ไม่เข้มงวดการแบ่งชั้นการสื่อสารมากนัก ซึ่งแบ่งได้สองระดับ คือระดับบน และระดับล่าง โดยระดับบนจะมีโปรโตคอลควบคุมการส่ง (Transmission control Protocol) ทำหน้าที่แบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่เรียกว่าแพ็กเก็ต (Packet) แล้วส่งไปยังระดับล่าง ผ่านระบบเครือข่าย ต่างๆ และในฝั่งรับจะทำหน้าที่รวบรวมแต่ละแพ็กเก็ตมาประกอบรวมกลับเป็นไฟล์ที่มีความเหมือนกับต้นฉบับ ส่วนชั้นระดับล่างจะมีโปรโตคอลไอพี (Internet protocol) มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการจัดการเส้นทางที่จะเชื่อมต่อไปถึงตัวรับปลายทาง ซึ่งข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตที่จะส่งผ่านระบบเครือข่าย จะมีการตรวจสอบเส้นทางและตรวจสอบตำแหน่งที่อยู่เสียก่อนที่จะดำเนินการส่งข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตออกไป ทั้งนี้ทั้งสองระดับการสื่อสารที่กล่าวมานี้ ประกอบด้วยชั้นการสื่อสารจำนวน 5 ชั้นการสื่อสาร คือ

1) ชั้นการสื่อสารฟิสิคัล (Physical Layer)

2) ชั้นการสื่อสารดาต้าลิ้ง (Data Link Layer)

3) ชั้นการสื่อสารเน็ตเวิร์ก (Network Layer)

4) ชั้นการสื่อสารทรานสปอร์ต (Transport Layer)

5) ชั้นการสื่อสารแอปพลิเคชั่น (Application Layer)

จะเห็นว่าการแบ่งชั้นสื่อสารระหว่างแบบจำลองทีซีพี/ไอพี มีความคล้ายกับแบบจำลอง โอเอสไอ เพียงแต่ในชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นของแบบจำลองทีซีพี/ไอพี จะเป็นการรวมทั้งชั้นสื่อสารเซสชั่น ชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่นและชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นเป็นชั้นสื่อสารเดียวกัน ส่วนชั้นสื่อสารอื่นๆ ยังคงมีความคล้ายคลึงกันกับแบบจำลองโอเอสไอ ดังลักษณะในรูปที่ 4.21

ชั้นสื่อสารของแบบจำลองโอเอสไอ จะมีการระบุหน้าที่หรือฟังก์ชั่นการทำงานที่ชัดเจนของแต่ละชั้นสื่อสาร โดยแต่ละชั้นจะมีโปรโตคอลที่ทำหน้าที่ตามภาระหน้าที่ของชั้นนั้นๆ แยกกันโดยอิสระ แต่การทำงานของโปรโตคอลในแบบจำลองทีซีพี/ไอพี จะมีการทำงานที่อาจจะคาบเกี่ยวกันบางชั้นสื่อสาร เช่นโปรโตคอล HTTP หรือ FTP มีการทำงานคาบเกี่ยวกัน 3 ชั้นสื่อสารคือ ทั้งชั้นสื่อสาร แอปพลิเคชั่น ชั้นสื่อสารพรีเซนเตชั่นและชั้นสื่อสารเซสชั่น โดยหากนำโปรโตคอลต่างๆ บนแบบจำลองทีซีพี/ไอพี มาเปรียบเทียบกับการทำงานของแบบจำลองโอเอสไอ มีลักษณะดังรูปที่ 4.22

เมื่อกล่าวถึงแบบจำลองทีซีพี/ไอพี ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ใช้งานจริงๆของระบบเครือข่ายแล้วมักจะต้องกล่าวถึงการทำงานของโปรโตคอล โดยแต่ละชั้นสื่อสารของฝั่งส่งจะใช้โปรโตคอลต่างๆดำเนินการกับข้อมูลที่จะส่ง หากสมมติว่ามีการส่งข้อมูลของเวปไซต์ผ่านเบราเซอร์ กระบวนการจะเริ่มจากชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นจะใช้โปรโตคอล HTTP จากนั้นข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตจะถูกส่งไปยังชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต โดยการดำเนินการของชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตจะใช้โปรโตคอล TCP ห่อหุ้มและแยกข้อมูลเป็นแต่ละเซกเมนต์แล้วส่งลงไปยังชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กต่อไป จากนั้นชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์กจะทำหน้าที่ค้นหาเส้นทางโดยใช้โปรโตคอล IP แล้วจะห่อหุ้มข้อมูลในลักษณะดาต้าแกรม แล้วจึงส่งลงไปยังชั้นสื่อสารดาต้าลิ้งเพื่อเข้ารหัสตรวจสอบข้อผิดพลาดและห่อหุ้มทั้งหัวและท้ายข้อมูลให้เป็นลักษณะเป็นเฟรมข้อมูล จากนั้นจึงส่งลงไปยังชั้นสื่อสารฟิสิคัลเพื่อทำหน้าที่ส่งสัญญาณผ่านให้กับสื่อกลางให้กับระบบเครือข่ายต่อไป โดยแต่ละชั้นสื่อสารจะมีลักษณะการใช้โปรโตคอลต่างๆกับข้อมูลที่รับมาดังในรูปที่ 4.23 ส่วนด้านฝั่งรับก็จะดำเนินการในทางกลับกันด้วยโปรโตคอลที่เกี่ยวข้องของแต่ละชั้นสื่อสารและถอดส่วนที่ห่อหุ้มข้อมูลซึ่งเป็นส่วนหัว แล้วส่งขึ้นไปเป็นข้อมูลให้กับชั้นสื่อสารลำดับสูงกว่าถัดๆไป ตามลักษณะการทำงานของอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละประเภท

4.4.1 ชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่น

ชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่น ของแบบจำลองทีซีพี/ไอพี เป็นชั้นสื่อสารที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ ซึ่งอาจเป็นโปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่จะใช้โปรโตคอลที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเวปไซต์ การส่งไฟล์ การส่งข้อความ หรือส่งอีเมล์ ซึ่งมีโปรโตคอลมาตรฐานรองรับโดยที่ไม่ต้องเขียนฟังก์ชั่นหรือโปรแกรมเฉพาะขึ้นมา โดยมีตัวอย่างโปรโตคอลสนับสนุนการใช้งานดังนี้

1) โปรโตคอลเอสเอ็มทีพี (SMTP : Simple Mail Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้กำหนดให้เครื่องลูกข่ายและเซิร์ฟเวอร์รับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

2) โปรโตคอลเอสทีทีพี (HTTP : Hypertext Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้สำหรับการเข้าถึงหรือการส่งข้อมูลเกี่ยวกับเวปไซต์ของโปรแกรมเบราเซอร์

3) โปรโตคอลเอฟทีพี (FTP : File Transfer Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้รับส่งไฟล์ข้อมูลกับเซิฟเวอร์

4) โปรโตคอลเทลเน็ต (TELNET : Telecommunication Network) เป็นโปรโตคอลสำหรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายระยะไกล เพื่อการเข้าใช้ทรัพยากร หรือการบริหารจัดการในเครือข่าย ซึ่งการเข้าเครือข่ายต้องมีการป้อน ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพื่อทำการล็อกอิน (Login)

5) โปรโตคอลดีเอ็นเอส (DNS : Domain Name System) เป็นโปรโตคอลที่ใช้สำหรับการแปลงชื่อโดเมนของเวปไซต์ต่างๆให้เป็นหมายเลขไอพี เนื่องจากตำแหน่งของโฮสต์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะอยู่ในลักษณะของหมายเลขไอพี แต่การใช้งานจะยุ่งยากในการจดจำตัวเลข จึงได้มีการใช้เป็นชื่อโดเมนของโฮสต์นั้น แล้วจึงใช้โปรโตคอลดีเอ็นเอส ทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมนของเวปไซต์ให้เป็นหมายเลขไอพี

4.4.2 ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ต

ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตของแบบจำลองทีซีพี/ไอพี มีหน้าที่นำข้อมูลจากชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นมาแยกเป็นแพ็กเก็ตย่อยๆ และกำหนดลำดับหมายเลขแต่ละแพ็กเก็ต เพื่อใช้สำหรับการเรียงลำดับการส่ง และการเรียงลำดับของฝั่งรับ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดแลขหมายตำแหน่งของพอร์ต (Port Address) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งข้อมูลให้กับชั้นแอปพลิประยุกต์ของฝั่งรับได้ถูกต้อง เนื่องจากโปรแกรมประยุกต์แต่ละตัวมีการกำหนดเลขหมายพอร์ตที่แตกต่างกัน หากฝั่งรับมีการใช้โปรแกรมประยุกต์หลายๆตัวในเวลาเดียวกันจะทำให้สามารถนำข้อมูลนั้นส่งให้กับชั้นสื่อสารแอปพลิเคชั่นของโปรแกรมประยุกต์ได้ถูกต้องบ เช่นหากมีการใช้โปรแกรมเบราเซอร์เข้าถึงเวปไซต์ของเซิฟเวอร์ต่างๆ ก็จะมีการส่งข้อมูลผ่านทางพอร์ตหมายเลข 80 แต่หากใช้โปรแกรมสนทนาเช่น Line ข้อมูลของตัวส่งจะส่งผ่านพอร์ตหมายเลข 446 และด้านตัวรับจะผ่านทางพอร์ตหมายเลข 49317 เป็นต้น โดยตัวอย่างหมายเลขพอร์ตมาตรที่ใช้กันทั่วไปดังตาราง 1

ชั้นสื่อสารทรานสปอร์ตมีโปรโตคอลหลักๆ สำหรับดำเนินการกับข้อมูลจำนวน 2 โปรโตคอล คือ โปรโตคอล TCP และ UDP โดยแต่ละโปรโตคอลมีลักษณะการทำงานดังนี้

หัวข้อ